TH EN

Home : สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ : ผิวหนัง เลเซอร์และความงาม

การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังในวัยทอง

 
เมื่อผู้หญิงเราย่างเข้าสู่วัยอันควร คือประมาณ 45-50 ปี มีการเปลี่ยนแปลงกับระบบฮอร์โมนในร่างกายที่สำคัญ เนื่องจากเป็นช่วงวัยหมดประจำเดือน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วัยทอง" นั่นเอง รังไข่ของผู้หญิงจะเริ่มทำงานในวัยรุ่นถึงวัยกลางคน โดยมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนเพศหญิง "เอสโตรเจน" และ "โปรเจสเตอโรน" เป็นหลัก เมื่อถึงวัยอันสมควร รังไข่ของเราจะทำงานน้อยลง กระท่อนกระแท่น และก็หยุดทำงานไปในที่สุด
 
ในวัยทอง ระดับฮอร์โมนทั้งสองตัวนี้จะลดลง ร่างกายก็จะมีปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คืออาการร้อนวูบวาบ หน้าแดง เหงื่อออกมาก โดยที่อากาศรอบข้างไม่ได้ร้อน หรือมีเหงื่อออกมากเวลากลางคืนเป็นพักๆ เป็นบริเวณศีรษะ คอ และหน้าผาก บางครั้งรู้สึกเหมือนหนาวสั่น ใจสั่นตามหลัง อาการเหล่านี้มักเป็นอยู่ประมาณครั้งละ 3-5 นาที แต่ละวันอาจจะเป็นบ่อยๆ ถึง 20 ครั้งเลยทีเดียว มีการสังเกตว่าปีปัจจัยอย่างเช่น อากาศร้อน เครื่องดื่มร้อนๆ เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ และความเครียด จะเป็นการกระตุ้นนำอาการที่ได้กล่าวในข้างต้นได้ โดยทั่วไป อาการร้อนวูบวาบนั้นจะเป็นสักพักแล้วจะค่อยๆ หายไปได้เอง ในเวลาหลายเดือนถึงไม่กี่ปี แต่ก็มีรายงานในผู้ป่วยรายพิเศษที่มีอาการนานถึง 30 ปี อาการเหล่านี้สร้างความรำคาญ ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวพอสมควร และอาจมีผลถึงสุขภาพจิตของผู้หญิงในวัยทองด้วย
 
 
 
ความเต่งตึงมีน้ำมีนวลของผิวหนังนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากโปรตีนพิเศษที่ทำหน้าที่อุ้มน้ำในชั้นหนังแท้ เมื่อเอสโตรเจนน้อยลงมาก โปรตีนชนิดนี้จะถูกสร้างน้อยลงด้วย ดังนั้นริ้วรอยต่างๆ รอยเหี่ยวย่นบนผิว ความหยาบกร้านของผิวก็จะเกิดขึ้น และเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในวัยนี้ ผมบนศีรษะจะบางลง โดยเป็นที่บริเวณกระหม่อมตรกลาง แต่ไรผมจะไม่ร่นถอยลึกขึ้นมาเหมือนผู้ชาย เส้นผมแห้งลง ไม่ค่อยทิ้งน้ำหนัก บางรายอาจมีผิวที่ฝ่ามือหนาแห้งแข็ง และแตกโดยไม่มีสาเหตุ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้มือทำงานหนักอะไร ไม่ได้ถูกน้ำหรือน้ำยาซักล้างต่างๆ เลยแม้แต่น้อย
 
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นไปตามขบวนการตามธรรมชาติ แต่ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์สมัยใหม่ในปัจจุบัน ช่วยให้ปัญหาลดความรุนแรงไปได้พอสมควรทีเดียว ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละรายไป ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยแก้ปัญหานั้นๆ ไป คงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ
 
 
 
โดย พญ.ปาริชาต ชลิดาพงศ์ (แพทย์ผิวหนัง)