การตรวจตาทั่วไปทางจักษุ

การตรวจตาทั่วไปทางจักษุ (General Eye Examination)

โดยทั่วไปการตรวจตาจะต้องตรวจให้ละเอียดทั้งลักษณะโครงสร้าง และหน้าที่การทำงานของแต่ละส่วน ควรตรวจตาทั้ง 2 ข้าง บางครั้งเราอาจพบความผิดปกติบางอย่างโดยที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ หรือผู้ป่วยไม่ทราบว่ามีอาการผิดปกติ การตรวจตาต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วย ควรสร้างสัมพันธ์และบรรยากาศในการตรวจให้ผู้ป่วยร่วมมือมากที่สุด เพื่อการตรวจจะได้ผลดีและไม่เสียเวลามาก ในเด็กเล็กบางครั้งจะต้องใช้ยานอนหลับจึงจะตรวจได้

การตรวจตาควรทำเป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้

การวัดระดับสายตา (Visual acuity)
             การวัดระดับสายตา VA เป็นสิ่งแรกที่ต้องตรวจและจำเป็นมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยอุบัติเหตุและผู้ที่มีอาชีพที่ต้องใช้สายตาเป็นพิเศษ การวัดระดับสายตา Visual acuity หรือที่เรียกว่า VA มีความจำเป็นเท่ากับการวัด Vital sign หรือสัญญาชีพในผู้ป่วย

การวัดความดันตา (Auto Tension)
             ความดันตาปกติมีค่าประมาณ 12-20 มม.ปรอท (mmHg) การวัดความดันตามีความสำคัญเท่ากับการวัดความดันโลหิต ผู้ป่วยที่ควรวัดความดันตา Routine Check up ผู้ป่วยที่ปวดศีรษะประจำ โดยเฉพาะผู้ป่วยหญิงกลางคนขึ้นไป ผู้ป่วยที่สงสัยต้อหิน เช่น ในเด็กที่มีกระจกตาใหญ่<

การตรวจการมองเห็นสี (Color vision test)
             การตรวจการมองเห็นสีมีหลายวิธี วิธีที่ง่ายและสะดวกที่สุดคือ Ishihara psendoiso chromatic color plate จะมีภาพเป็นตัวเลขสีต่างๆ ประมาณ 20 ภาพ ถ้าสามารถอ่านตัวเลขถูกต้องทุกภาพ แสดงว่าการมองเห็นสีเป็นปกติ ถ้าอ่านผิดแสดงว่ามีความผิดปกติในการมองเห็นสี จะมีตารางบอกไว้ว่าผิดปกติระดับใด การทดสอบการเห็นสีมีความสำคัญในแง่การคัดเลือกคนเข้าทำงาน เกี่ยวข้องกับการแยกแยะสี เช่น โรงงานอุตสาหกรรมบางอย่าง นักเคมี ทหาร ตำรวจ

การตรวจวัดความโค้งของกระจกตา (Auto Refraction)
             เพื่อวัดหาค่าความโค้งของกระจกตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์

การตรวจพิเศษทางจักษุ (Special Investigation)
            การตรวจทางจักษุวิทยา นอกจากจะตรวจโดยใช้เครื่องมือพื้นฐานแล้ว บางครั้งอาจมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัย การวางแผนรักษา และบอกการพยากรณ์โรคแก่ผู้ป่วย การตรวจพิเศษทางจักษุ ได้แก่

การวัดลานสายตา (Visual Field)
            เป็นการตรวจการทำงานของจอประสาทตา เส้นประสาทตา และ Visual pathway ส่วนที่อยู่ในสมอง การวัดลานสายตาอาจช่วยบอกตำแหน่งของพยาธิสภาพ และการใช้ในการติดตามผู้ป่วยบางโรค เช่น ต้อหิน

การถ่ายภาพจอประสาทตา (Fundus Camera)
            การถ่ายรุป Fundus เพื่อการติดตามโรค และผลการรักษา ที่ใช้บ่อยที่สุดคือการติดตามโรคต้อหิน เนื่องจากโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นที่จอประสาทตา ใช้ติดตามผู้ป่วยโรคจอประสาทตา เช่น Diabetic retinopathy และโรคของ macula บางชนิด ในปัจจุบันเราสามารถถ่ายภาพ Fundus ได้โดยไม่ต้องขยายม่านตาด้วยกล้อง (Non-Mydriatric-Fundus Camara) ใช้แสงน้อยกว่า ผู้ป่วยรู้สึกสบายตากว่า และยังสามารถถ่ายภาพ 3 มิติได้ด้วย

การตรวจด้วยคลื่นความถี่สูง (Ophthalmic Ultrasonography)
           อัลตราซาวนด์เป็นคลื่นความถี่สูง มีความสามารถทะลุทะลวงสูง อาศัยหลักการสะท้อนกลับของเสียงเมื่อตกกระทบวัตถุที่มีความหนาแน่นต่างกัน ทำให้เกิดเสียงสะท้อนกลับในระยะเวลา และพลังงานที่ต่างกัน การแสดงผลแสดงได้ 2 แบบ คือ A-scan การบันทึกผลโดย A-scan สามารถนำไปใช้ประโยชน์ ดังนี้
          วัดขนาดความยาวของลูกตา ขนาดความยาวของช่วงหน้าลูกตา ซึ่งนำไปใช้คำนวณค่าเลนส์ตาเทียมสำหรับผู้ป่วยต้อกระจก ช่วยในการตรวจ และวินิจฉัยโรคบางอย่าง เช่น เลือดออกในวิเทรียส (Vitreous) ใช้ A-scan ตรวจดูว่ามีจอประสาทตาหลุดลอกร่วมด้วยหรือไม่ เนื้องอกในลูกตา สงสัยมีวัตถุแปลกปลอมในลูกตา เช่น เศษเหล็ก ถ้ามีวัสดุแปลกปลอมจะสะท้อนคลื่นเสียงออกมาให้เห็น
          B-scan จะบันทึกผลเป็นรูปของลูกตาในแนวตัดขวาง เพื่อช่วยให้ดูง่ายขึ้น เนื่องจากลักษณะคล้ายกับรูปลูกตาที่เป็นจริง สามารถบอกขนาด และขอบเตตของสิ่งผิดปกติในลูกตา และบางครั้งสามารถบอกความผิดปกติที่อยู่หลังลูกตาได้ จึงใช้ในการตรวจผู้ป่วยขั้วประสาทตาฝ่อโดยหาสาเหตุไม่ได้

เนื้อหาโดย : ศูนย์ตาโรงพยาบาลสุขุมวิท 
ปรึกษาปัญหาเรื่องตาได้ที่ 
02391-0011 ต่อ 601, 602