TH EN

Home : สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ : สูติ-นรีเวช

ปวดประจำเดือน (DYSMENORRHEA)

หมายถึง อาการปวดท้องในช่วงเวลาที่มีประจำเดือนของสตรี อาจจะเริ่มปวดเมื่อใกล้ ๆ จะมีประจำเดือน หรือปวดขณะมีประจำเดือน อาการปวดอาจจะเพียงเล็กน้อยพอทนได้ หรือถึงขั้นปวดมากจนรบกวนการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งต้องการการบำบัดรักษา
 
ในทางการแพทย์จะแยกผู้ป่วยที่มีการปวดประจำเดือนนี้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ให้เหมาะในการจัดการที่จะจะบำบัดรักษา ดังนี้
 
กลุ่มปฐมภูมิ ( PRIMARY DYSMENORRHEA ) ในกลุ่มนี้ อาการปวดไม่มีสาเหตุจากพยาธิสภาพทางกายมาเกี่ยวข้อง อาการปวดมักจะเริ่มเป็นในช่วงปีแรก หลังจากเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก
กลุ่มทุติยภูมิ ( SECONDARY DYSMENORRHEA ) ในกลุ่มนี้อาการปวดเกี่ยวเนื่องกับพยาธิสภาพทางกาย เช่น มีถุงน้ำ หรือเนื้องอก บริเวณมดลูก ปีกมดลูก หรือ ในอุ้งเชิงกราน ( PELVIC INFLAMATORY DISEASE ) อาการปวดจะเริ่มเกิดขึ้นในช่วงอายุใดก็ได้
 
 
อาการปวดประจำเดือนที่พบ
 
มักจะเป็นการปวดตื้อ ๆ หรือปวดบิด ๆ เป็นพัก ๆ บริเวณท้องน้อย บางรายอาจจะปวดร้าวไปถึงหลัง และบริเวณต้นขา นอกจากนั้นบางราย อาจมีอาการอื่น ๆ นอกจากปวดท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีระษะ ถ่ายเหลว บางรายปวดมากจนเหงื่อไหล
 
สาเหตุของการปวด
 
เนื่องจากมีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อของมดลูก เพื่อขับเลือดประจำเดือนออกมา พบว่า ในช่วงเวลามีประจำเดือน ร่างกายได้สร้างสาร PROSTAGLANDIN ออกมามากขึ้น สารนี้จะไปออกฤทธิ์ กระตุ้นให้มีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก
 
ปัจจัยเพิ่มความเสื่ยงต่อโอกาสเกิดการปวดประจำเดือน มักจะพบได้มากขึ้นในกลุ่มสตรีเหล่านี้
 
อายุน้อยกว่า 20 ปี
เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกตั้งแต่อายุน้อย ( ต่ำกว่าอายุ 11 ปี )
มีเลือดประจำเดือนออกมาก ( MENORRHAGA )
มีความเครียด หรือมีอาการซึมเศร้า ( ANXIETY , DEPRESSION )
อยู่ในระยะเวลาที่พยายามจะลดน้ำหนัก ( โดยเฉพาะ อายุ 14 – 20 ปี )
ยังไม่เคยมีบุตร
สูบบุหรี่จัด
อาการปวดประจำเดือนนั้น บางรายปวดไม่มากพอทนได้ แต่บางรายปวดมากจนไม่สามารถประกอบกิจกรรมของชีวิตประจำวันได้ และบางราย อาการปวดมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น เช่นนี้ ควรไปพบแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำ และบำบัดรักษา และในกลุ่มทุติยภูมิ แพทย์จะตรวจวิเคราะห์หาพยาธิสภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ เพื่อจะได้ให้การบำบัดรักษาได้ผลดี ในการตรวจวิเคราะห์ แพทย์จะสอบถามประวัติการปวด และอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ที่ผ่านมา แพทย์จะทำการตรวจภายใน เพื่อหาความผิดปกติใด ๆ ในระบบสืบพันธ์ ( มดลูก ปีกมดลูก และรังไข่ ) รวมทั้งตรวจการติดเชื้อจากโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ( SEXUAL TRANSMITTED DISEASES ) ด้วย ในผู้ป่วยบางรายแพทย์ อาจจะแนะนำการตรวจละเอียดอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิเช่น
 
การตรวจ KEHASOUND , COMPUTERIGED TOMOGAPHY ( CT SEAN ) หรือ MRI ( MAGNETIC RESONANCE IMAGING )
LAPAROSCOPY คือ การส่องกล้องเข้าไปตรวจภายในช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน
HYSTERO SCORY คือ การส่องกล้องตรวจในโพรงมดลูก
การบำบัดรักษา
 
ในกลุ่มปฐมภูมิ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับพยาธิสภาพทางกาย นั้นการให้ยาแก้ปวด และการพักผ่อน ก็สามารถทำให้อาการปวดลดลงได้มาก หรือหายปวดได้ ยาที่ใช้จะอยู่ในกลุ่ม ยาแก้ปวดทั่วไป หรือ NSAID หรือ AUH PROSTAGLANDIN และในระยาว แทพย์อาจใช้ยาคุมกำเนิด รับประทานต่อเนื่องระยะหนึ่ง ยาคุมกำเนิดจะลดการสร้าง PROSLNCLANAM ของร่างกาย ก็จะมีผลให้อาการปวดประจำเดือนน้อยลง 
ในกลุ่มทุติยภูมิ นั้นมีพยาธิสภาพทางกายต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกัน เช่น
ENDOMETRIOSIS คือการที่มีเซลล์ของเยื่อบุมดลูก หลุดไปอยู่ภายนอกมดลูก เช่น ที่รังไข่ ท่อรังไข่ หรือในบริเวณอุ้งเชิงกราน
ADENOMYOSIS คือมีเซลล์เยื่อบุมดลูก เจริญเข้าไปในส่วนของผนังมดลูก ซึ่งเป็นชั้นของกล้ามเนื้อ
PID คือ มีการติดเชื้อภายในอุ้งเชิงกราน ส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่ติดต่อโดยเพศสัมพันธ์ ( STD )
การใส่ห่วงอนามัยคุมกำเนิด ( IUD ) พบได้ในบางรายที่ใส่ห่วงคุมกำเนิด และมักจะมีอาการปวดในช่วงเดือนแรก ๆ หลังใส่ห่วงคุมกำเนิด
เนื้องอกของมดลูกที่ดัน หรือยื่นล้ำเข้าไปในโพรงมดลูก ซึ่งแพทย์จะให้การรักษาไปตามพยาธิสภาพที่มี เช่นให้ยาปฏิชีวนะตามเชื้อ เอาห่วงคุมกำเนิดออก หรือ อาจผ่าตัดรักษาในบางราย เพื่อกำจัดพยาธิสภาพเหล่านั้น ในกลุ่มที่มีพยาธิสภาพเหล่านี้ อาจมีผลต่อ การเจริญพันธุ์ โอกาสมีบุตรยาก และมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้
ทางเลือกอื่น ๆ ที่อาจจะช่วยเสริมให้การบำบัดรักษาอาการปวดประจำเดือนได้ผลดีขึ้น เช่น
 
การนวด , สปา , การทำสมาธิ , โยคะ
การร่วมกิจกรรมบำบัดความเครียด หรือการทำจิตบำบัด เหล่านี้สามารถทำได้ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพ
นอกจากนั้น เคยมีการบำบัดการปวดประจำเดือน โดยศาสตร์การฝังเข็มก็ได้ผล แต่ควรทำโดยผู้รู้ และมีความชำนาญอย่างแท้จริง
 
ในกลุ่มประจำเดือนปฐมภูมินั้น หากสามารถทำกิจกรรมที่ได้ออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ ร่างกายจะหลั่งสาร ENDORPHINE ออกมามากขึ้น จะมีฤทธิ์ลดอาการปวดได้ แต่ต้องมีการพักผ่อนที่พอเพียง รวมทั้งพยายามลดความเครียด และความกังวลด้วย
 
 
 
โดย นพ.วรพล ชีระนานนท์ (สูติ-นรีแพทย์)