TH EN

Home : สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ : ตา

ต้อกระจก

ต้อกระจกเป็นสาเหตุของตาบอดที่ป้องกันได้ และง่ายต่อการรักษาในปัจจุบัน การผ่าตัดมักได้ผลดีและปลอดภัย ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้คงช่วยแก้ข้อข้องใจและข้อสงสัยได้พอสมควร อย่างไรก็ตามการพิจารณาการรักษาต้องกระทำตามความเหมาะสมเป็นรายๆ ไป
 
ต้อกระจก คืออะไร ?
 
ต้อกระจกคือการขุ่นของแก้วตา ซึ่งในธรรมชาติจะมีลักษณะใส และแสงผ่านได้ดี แก้วตาหรือเลนส์แก้วตา (LENS) จะอยู่ภายในลูกตา หลังม่านตาสีน้ำตาล ปกติเราจะมองไม่เห็นแก้วตา แต่ในคนที่เป็นต้อกระจกมากๆ อาจสังเกตเห็นแก้วตาขุ่นขาวอยู่กลางตาดำได้
 
ในการมองเห็นภาพปกติแสงจะต้องผ่านจากภายนอกเข้าไปตรงกลางตา โดยจะผ่านจากกระจกตา (CORNEA) และเลนส์แก้วตา (LENS) ก่อนที่จะไปตกเป็นภาพที่จอตา (RETINA) ถ้าจะเปรียบลูกตาเหมือนดังเช่นกล้างถ่ายภาพ แก้วตาจะเปรียบเหมือนเลนส์ของกล้อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพดีหรือไม่ดี และจอตาเปรียบเหมือนฟิล์มถ่ายรูป ในกรณีที่เป็นต้อกระจก ก็เปรียบเหมือนเลนส์ซึ่งขุ่นมัว ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วย่อมทำให้ภาพที่มองเห็นไม่ชัด และถ้าขุ่นมัวมากๆ แสงก็จะผ่านไม่ได้เหมือนคนตาบอด สิ่งที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องคือ ต้อกระจกไม่ใช่เนื้องอกที่เกิดขึ้นมาใหม่ภายในลูกตา
 
 
 
ต้อกระจก เกิดจากอะไร ?
 
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เกิดต้อกระจก คือ อายุ จากสถิติพบว่า ครึ่งหนึ่งของคนที่มีอายุครบ 60 ปี จะเริ่มมีต้อกระจกเกิดขึ้น แต่อาจเป็นมากน้อยต่างกันไปในแต่ละบุคคล นอกจากอายุแล้วต้อกระจกยังสามารถเกิดได้เนื่องจากอุบัติเหตุต่อลูกตา เกิดร่วมกับโรคเบาหวาน โรคทางอายุรกรรมหลายโรค เช่น โรคของต่อมไร้ท่อ โรคทางผิวหนัง หรือจากการใช้ยาบางชนิดนานๆ ทารกแรกเกิดก็อาจเป็นต้อกระจกชนิดที่เป็นมาแต่กำเนิดได้ หรือต้อกระจกบางชนิดก็อาจเกิดในวัยเด็ก
 
เมื่อเป็นต้อกระจกจะมีอาการอย่างไร ?
 
ต้อกระจกเป็นโรคที่ค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการปวดตา ตาแดง หรือน้ำตาไหลแต่อย่างใด โดยตัวต้อกระจกไม่เคยทำให้มีอาการเคืองตาแต่จะมีอาการตามัว มองเห็นสีจางลง หรือไม่สดใสเท่าที่เคยเห็น บางคนอาจสังเกตเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือเกิดการพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน โดยเฉพาะเมื่อรถยนต์อีกคันเปิดไฟจ้าวิ่งสวนมา
 
ในกรณีปล่อยทิ้งไว้นาน ต้อกระจกอาจสุกเกิน ทำให้เกิดโรคต้อหิน มีอาการตาแดงและปวดตาอย่างมาก ซึ่งหากปล่อยถึงระยะดังกล่าว อาจทำให้เกิดตาบอดได้
 
การรรักษาต้อกระจก ทำได้อย่างไร ?
 
ในปัจจุบันยังไม่มียารับประทาน หรือยาหยอดชนิดใดที่จัดว่าได้ผลดีในการรักษาต้อกระจก และยังไม่มีเลเซอร์ที่สามารถสลายต้อกระจกได้ การรักษาหลักคือการลอก หรือผ่าเอาต้อกระจกนั้นออก อาจจะต้องด้วยวิธีผ่าตัด หรือโดยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ หรือเครื่องกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูง ช่วยในการสลายต้อกระจกได้
 
หลังจากสลายต้อกระจกซึ่งขุ่นมัวออกแล้ว จักษุแพทย์ก็จะนำเลนส์แก้วตาสังเคราะห์ใส่แทนตำแหน่งเดิม เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเลนส์สังเคราะห์นี้จะใสเหมือนกระจก
 
เทคนิค และวิธีการผ่าตัดต้อกระจก ?
 
เทคนิค และวิธีที่ใช้ในการผ่าตัดรักษาต้อกระจก ในปัจจุบันนับว่าได้ผลดีมากเกินกว่า 90% ในการผ่าตัดต้อกระจกมักไม่ต้องดมยาสลบ เพียงแต่ใช้ยาชาเฉพาะที่ โดยจักษุแพทย์จะเปิดแผลเล็กๆ ใกล้ๆ รายต่อของตาดำ และตาขาว ซึ่งแผลนี้จะหายสนิท โดยไม่เห็นแผลเป็นในภายหลัง
 
หลังจากสลายต้อกระจกออก จักษุแพทย์ก็จะฝังแก้วตาเทียมไว้แทนที่ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเห็นอีกครั้ง เลนส์แก้วตาเทียมนี้ไม่ต้องถอดออกมาล้างหรือเปลี่ยน และสามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต
 
การผ่าตัดต้อกระจก ปลอดภัยเค่ไหน ?
 
การผ่าตัดต้อกระจกในปัจจุบัน จัดได้ว่าปลอดภัยมาก และให้ผลดีเกิน 90% ในหลายๆ แห่งผู้ป่วยสามารถเดินทางกลับบ้านได้ในวันเดียวกับที่ทำผ่าตัด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีโรคตาอย่างอื่น เช่น ต้อหิน หรือโรคทางร่างกาย เช่นเบาหวานร่วมด้วย ผลการผ่าตัดอาจไม่ดีเท่าคนปกติ เนื่องจากมีความผิดปกติของจอตา หรือขั้วประสาทตาอยู่ก่อน จักษุแพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจเป็นรายๆ ไป
 
จะต้องปฏิบัติตนอย่างไรหลังผ่าตัดต้อกระจก ?
 
ปกติ ผู้ป่วยมักจะนอนโรงพยาบาล 1-2 คืน เท่านั้น หลังจากนั้นแพทย์จะอนุญาตให้กลับบ้านโดยสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ยกเว้นการออกกำลังกาย การยกของหนัก หรืองานที่ต้องก้มๆ เงยๆ ระยะแรกๆ ผู้ป่วยควรระมัดระวังไม่ให้กระแพทถูกลูกตาที่เพิ่งผ่าตัด การใช้แว่นตากันแดดจะช่วยลดแสงที่จ้าเกินไปได้ในระยะหลังการผ่าตัดใหม่ๆ ต่อไปผู้ป่วยก็จะเริ่มปรับตัว และเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ หลังจากแผลหายดี ผู้ป่วยก็สามารถมีชีวิตตามปกติได้
 
 
พญ.กมลชนก นิ่มสวัสดิ์
จักษุแพทย์